Retainer หรือ เครื่องมือคงสภาพฟัน

รีเทนเนอร์ (Retainer) คือ อุปกรณ์คงสภาพฟันที่ใช้หลังจากการจัดฟัน เพื่อรักษาตำแหน่งของฟันให้คงที่หลังจากที่ฟันถูกจัดเรียงเสร็จแล้ว
เมื่อถอดเครื่องมือจัดฟันออก ฟันธรรมชาติมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนกลับสู่ตำแหน่งเดิมได้ ดังนั้น วินัยการใส่รีเทนเนอร์อย่างสม่ำเสมอจึงเป็นขั้นตอน
ที่สำคัญมาก เพื่อให้ฟันคงอยู่ในตำแหน่งใหม่และรักษาการเรียงตัวของฟันให้ตรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ปัจจุบันรีเทนเนอร์มีหลายรูปแบบ โดยแต่ละแบบมีลักษณะ ข้อดี และข้อจำกัดแตกต่างกัน โดยทันตแพทย์จะเลือกให้เหมาะสมกับสภาพฟันและพฤติกรรมการใช้งานของแต่ละบุคคล

หัวข้อที่น่าสนใจเกี่ยวกับรีเทนเนอร์
01
รีเทนเนอร์มีกี่ประเภท?
1. รีเทนเนอร์ลวด (Hawley / Wraparound Retainer)
รีเทนเนอร์ลวด จะประกอบด้วยแผ่นอะคริลิกที่วางอยู่บริเวณเพดานปาก (หรือด้านลิ้นสำหรับฟันล่าง)
และมีลวดโลหะพาดอยู่ด้านหน้าฟัน
ข้อดีของรีเทนเนอร์ลวด
-
แข็งแรงและทนทาน ใช้งานได้นาน (เฉลี่ย 3-5 ปี ขึ้นกับการดูแล)
-
สามารถปรับลวดเพื่อปรับตำแหน่งฟันเล็กน้อยได้
-
ทำความสะอาดได้ง่าย
-
แตกหักยากกว่าบางชนิด
-
ปัจจุบันมีสีและลวดลายของอะคริลิกให้เลือกหลากหลาย
ข้อจำกัดของรีเทนเนอร์ลวด
-
มองเห็นลวดบริเวณฟันหน้า ทำให้สังเกตได้ง่าย
-
อาจรู้สึกพูดไม่ชัด เนื่องจากมีฐานอะคริลิกคลุมบริเวณด้านเพดานและด้านลิ้น
-
อาจรู้สึกรำคาญในช่องปากมากกว่ารีเทนเนอร์แบบใส
รีเทนเนอร์ชนิดนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความทนทาน และไม่กังวลเรื่องการมองเห็นของอุปกรณ์มากนัก การใช้งานต่อเนื่องเรื่อยๆ ตัวลวดอาจจะคลายและทำให้รู้สึกหลวมขณะสวมใส่ได้ แนะนำให้พบทันตแพทย์ทุก 6 เดือน เพื่อทำการปรับลวดรีเทนเนอร์ให้แน่นขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพในการคงสภาพฟัน

2. รีเทนเนอร์ใส (Clear Retainer / Essix Retainer)
รีเทนเนอร์ใส หรือ Essix retainer ทำจากพลาสติกใสที่ขึ้นรูปให้พอดีกับรูปฟันของแต่ละคน ลักษณะคล้ายถาดครอบฟันแบบบาง ทำให้แทบมองไม่เห็นเมื่อสวมใส่
ข้อดีของรีเทนเนอร์ใส
-
ใสและแนบไปกับฟัน ทำให้มองเห็นได้ยาก
-
คลุมแค่เฉพาะบริเวณตัวฟัน สวมใส่สบาย ไม่เกะกะ และสามารถพูดได้ชัดตามปกติ
-
ไม่มีลวด จึงไม่ระคายเคืองกระพุ้งแก้ม
ข้อจำกัดของรีเทนเนอร์ใส
-
อายุการใช้งาน 6 เดือน - 1 ปี
-
แตกหรือทะลุได้ง่ายกว่าชนิดลวด เนื่องจากมีส่วนของพลาสติกคลุมด้านบดเคี้ยว
โดยผู้ที่มีการกัดฟันแน่นระหว่างวัน (Clenching) หรือนอนกัดฟัน (Bruxism) จะมี
โอกาสทะลุของชิ้นงานรีเทนเนอร์แบบนี้สูง -
ไม่สามารถปรับแก้ตำแหน่งฟันได้
-
หากดูแลไม่ดีอาจเกิดคราบหรือเปลี่ยนสีได้
รีเทนเนอร์แบบใสได้รับความนิยมมาก เนื่องจากมีความสวยงามและสังเกตได้ยาก ครอบคลุมฟันทุกด้านจึงทำให้คงสภาพฟันหลังจัดฟันเสร็จได้ดี และยังได้ในเรื่องของความสบายในการสวมใส่มากที่สุด
ปัจจุบันมีรีเทนเนอร์ใส Vivera™ (บริษัท Align จากประเทศอเมริกา) ที่วัสดุมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับรีเทนเนอร์ใสแบบปกติ ทนต่อแรงบดเคี้ยวและไม่ทะลุได้ง่าย ติดสีติดกลิ่นได้ยาก อีกทั้งขอบชิ้นงานถูกออกแบบมาให้พอดีกับขอบตัวฟัน ทำให้ใส่สบายและไม่กดเหงือก โปรโมชัน Vivera™ Retainer

3. รีเทนเนอร์ติดแน่น (Fixed Retainer)
รีเทนเนอร์ติดแน่น คือการใช้ลวดเส้นเล็กติดยึดไว้ด้านหลังฟัน (ด้านลิ้น) โดยทันตแพทย์จะยึดลวดเข้ากับฟันด้วยวัสดุทางทันตกรรม ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถถอดออกเองได้
ข้อดีของรีเทนเนอร์ติดแน่น
-
ไม่ต้องกังวลเรื่องลืมใส่ เพราะติดอยู่กับฟันตลอดเวลา
-
มองไม่เห็นจากภายนอก
-
เหมาะกับการรักษาตำแหน่งฟันหน้าที่มีโอกาสเคลื่อนสูง
ข้อจำกัดของรีเทนเนอร์ติดแน่น
-
ต้องดูแลความสะอาดเป็นพิเศษ เพราะไหมขัดฟันใช้ยากขึ้น หินปูนขึ้นได้ง่ายกว่าปกติ
-
หากลวดหลุดหรือแตกต้องกลับมาพบทันตแพทย์
-
อาจทำให้เกิดความรำคานบริเวณลิ้นได้
-
ไม่สามารถถอดออกเองได้
รีเทนเนอร์ชนิดนี้มักใช้กับฟันหน้าล่าง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ฟันมีโอกาสเคลื่อนมากที่สุด เหมาะกับเคสที่มีฟันหน้าล่างบิดตัวและห่าง และอาจจะมีการใช้ร่วมกับรีเทนเนอร์แบบใส/ลวด ทับอีกทีเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการคงตำแหน่งฟันสูงสุด

4. รีเทนเนอร์โลหะ (Metal Retainer)
ชิ้นงานหล่อจากโลหะ เช่น สแตนเลส หรือโลหะผสมทางทันตกรรม ลักษณะโดยทั่วไปจะเป็นแผ่นโลหะบางคลุมบริเวณเพดานปากบางส่วน หรือโครงสร้างโลหะที่ยึดกับฟันเพื่อช่วยคงตำแหน่งฟันไม่ให้เคลื่อนกลับ
แม้ในปัจจุบันจะไม่พบใช้บ่อยเท่ากับรีเทนเนอร์ลวดหรือรีเทนเนอร์ใส แต่รีเทนเนอร์โลหะยังคงมีบทบาทในบางกรณี โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ต้องการความแข็งแรงทนทานเป็นพิเศษ
ปัจจุบันสามารถออกแบบให้มีตำแหน่งใส่ยางโอริงสีที่ฟันหน้าได้ เพื่อความต้องการเฉพาะบุคคล
ข้อดีของรีเทนเนอร์โลหะ
-
โลหะมีความแข็งแรงและทนทานสูงกว่าวัสดุพลาสติกหรืออะคริลิก จึงมีโอกาสแตกหักน้อย
-
อายุการใช้งานยาวนาน หากดูแลอย่างเหมาะสม
-
คงรูปได้ดี ไม่บิดงอหรือเสียรูปง่าย จึงช่วยรักษาตำแหน่งฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
-
เปลี่ยนสียาง/เชนได้ตามใจชอบ (เพื่อความสวยงามระหว่างสวมใส่)
ข้อจำกัดของรีเทนเนอร์โลหะ
-
รู้สึกเกะกะในช่องปาก แผ่นโลหะหรือโครงสร้างที่แข็งอาจทำให้ผู้สวมใส่ต้องใช้เวลาปรับตัว
-
ราคาต่อชิ้นค่อนข้างสูง
-
ใช้เวลาในการผลิตนาน 2-3 อาทิตย์ ไม่เหมาะสมกับการทำเป็นรีเทนเนอร์ชิ้นแรกหลังถอดเครื่องมือจัดฟัน เพราะมีโอกาสที่ฟันอาจจะเคลื่อนได้ระหว่างรอชิ้นงาน

02
การดูแลรีเทนเนอร์
การดูแลทำความสะอาดรีเทนเนอร์อย่างถูกวิธี เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันการสะสมของคราบแบคทีเรีย กลิ่นไม่พึงประสงค์ และช่วยยืดอายุการใช้งานของรีเทนเนอร์ให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้น
1. ทำความสะอาดรีเทนเนอร์ทุกวัน
ควรถอดรีเทนเนอร์ออกมาทำความสะอาดอย่างน้อยวันละ 1–2 ครั้ง ใช้แปรงสีฟันขนนุ่มแปรงเบาๆ ร่วมกับน้ำสะอาด เพื่อขจัดคราบน้ำลายและแบคทีเรียที่สะสมอยู่บนรีเทนเนอร์
2. หลีกเลี่ยงการใช้น้ำร้อน
ไม่ควรล้างรีเทนเนอร์ด้วยน้ำร้อน เพราะความร้อนอาจทำให้รีเทนเนอร์เสียรูปหรือบิดงอได้
โดยเฉพาะรีเทนเนอร์แบบใส
3. ถอดรีเทนเนอร์ก่อนรับประทานอาหาร
เพื่อลดการสะสมของเศษอาหารและป้องกันไม่ให้รีเทนเนอร์แตกหรือเสียหาย
4. เก็บรีเทนเนอร์ในกล่องเมื่อไม่ได้ใช้งาน
เมื่อถอดรีเทนเนอร์ ควรเก็บไว้ในกล่องสะอาด เพื่อป้องกันการสูญหาย การปนเปื้อนเชื้อโรค
หรือการถูกกดทับจนเสียรูป
5. หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีรุนแรง
ไม่ควรใช้ยาสีฟันชนิดที่มีผงขัดหยาบ น้ำยาฟอกขาว หรือสารเคมีรุนแรงในการทำความสะอาด เพราะอาจทำให้พื้นผิวของรีเทนเนอร์เกิดรอยหรือเสื่อมสภาพได้ และเสี่ยงต่อสารตกค้าง
6. ทำความสะอาดแบบแช่เป็นครั้งคราว
สามารถแช่รีเทนเนอร์ในน้ำยาเม็ดฟู่ทำความสะอาดสำหรับอุปกรณ์ทางทันตกรรมเป็นครั้งคราว
เพื่อช่วยลดคราบและกลิ่นสะสม
7. ขูดหินปูน ตรวจเช็คสภาพฟัน และรีเทนเนอร์กับทันตแพทย์ทุก 6 เดือน
03
ค่ารักษาและรายละเอียด
การรักษา
).png)
ขั้นตอนการรับบริการรีเทนเนอร์คลินิกทันตกรรมอธิ
1. การตรวจสภาพฟันหลังถอดเครื่องมือจัดฟัน
หลังจากถอดเครื่องมือจัดฟัน ทันตแพทย์จะตรวจสอบตำแหน่งของฟัน การสบฟัน และ
สุขภาพเหงือก เพื่อให้แน่ใจว่าฟันเรียงตัวเหมาะสมก่อนทำรีเทนเนอร์
2. การพิมพ์ปากหรือสแกนฟัน
ทันตแพทย์จะทำการพิมพ์ปากด้วยวัสดุพิมพ์ฟัน หรือใช้เครื่องสแกนฟันแบบดิจิทัล เพื่อสร้าง
แบบจำลองฟันที่ถูกต้องและใช้เป็นต้นแบบในการผลิตรีเทนเนอร์
3. การออกแบบรีเทนเนอร์
จากแบบจำลองฟัน ห้องแลปทันตกรรมจะออกแบบรีเทนเนอร์ให้เหมาะกับโครงสร้างฟันของผู้ป่วย โดยอาจเป็นรีเทนเนอร์แบบใส แบบลวด หรือแบบติดแน่น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคำแนะนำของทันตแพทย์
4. การผลิตรีเทนเนอร์
เมื่อออกแบบเสร็จแล้ว ห้องแลปจะทำการผลิตรีเทนเนอร์ตามแบบที่กำหนด โดยใช้วัสดุที่มี
ความแข็งแรงและปลอดภัยต่อช่องปาก
5. การทดลองใส่และปรับแต่ง
เมื่อรีเทนเนอร์เสร็จแล้ว ผู้ป่วยจะกลับมาทดลองใส่ที่คลินิก ทันตแพทย์จะตรวจสอบความพอดี ความแน่น และความสบาย หากมีจุดกดหรือไม่พอดี จะทำการปรับแก้ให้เหมาะสม
6. การแนะนำวิธีการใช้งานและการดูแลรักษา
ทันตแพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับระยะเวลาในการใส่รีเทนเนอร์ การทำความสะอาด และ
การเก็บรักษา เพื่อป้องกันการเสียหายและยืดอายุการใช้งาน
ระยะเวลาในการผลิตรีเทนเนอร์หลังพิมพ์ปาก / สแกนช่องปาก
รีเทนเนอร์แบบลวด/แบบใส Essix : 7 - 10 วัน
รีเทนเนอร์โลหะ : 2 - 3 สัปดาห์
รีเทนเนอร์แบบใส Vivera™ : 3 - 4 สัปดาห์ (เนื่องจากชิ้นงานจัดส่งจาก USA)
รีเทนเนอร์ติดแน่น : สามารถติดเครื่องมือได้ภายในครั้งแรก
04
คำถามที่มักพบบ่อย (FAQ)
Q : รีเทนเนอร์ต้องใส่นานแค่ไหน?
A : โดยธรรมชาติแล้ว ฟันของเราสามารถเคลื่อนตัวได้ตลอดเวลา จากแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่องปาก
เช่น แรงบดเคี้ยวอาหาร แรงดันจากลิ้น และแรงจากริมฝีปาก ดังนั้น หลังจากการจัดฟันจึงจำเป็นต้องใส่
รีเทนเนอร์เพื่อช่วยคงตำแหน่งฟันให้เรียงตัวสวยงามเหมือนช่วงที่ถอดเครื่องมือใหม่ๆ
โดยทั่วไป แนะนำให้ใส่รีเทนเนอร์อย่างต่อเนื่องในระยะยาว หรืออาจกล่าวได้ว่า "ควรใส่ตลอดชีวิต" เพื่อป้องกันไม่ให้ฟันค่อย ๆ เคลื่อนกลับสู่ตำแหน่งเดิม
ช่วงแรกหลังถอดเครื่องมือจัดฟัน ผู้ป่วยควรมีวินัยในการใส่รีเทนเนอร์ เกือบตลอดเวลา โดยถอดเฉพาะเวลารับประทานอาหารและแปรงฟันเท่านั้น เพื่อช่วยให้ฟันอยู่นิ่งมากที่สุด ในช่วงนี้ร่างกายจะมีการสร้างกระดูกและเนื้อเยื่อรอบฟันขึ้นมาใหม่เพื่อพยุงตำแหน่งฟัน ซึ่งโดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 1–2 ปี
หลังจากพ้นระยะดังกล่าวแล้ว อาจปรับการใส่รีเทนเนอร์ให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้ ตามดุลยพินิจของทันตแพทย์ เช่น เปลี่ยนเป็นใส่เฉพาะบางช่วงเวลา ใส่เฉพาะตอนนอน เพื่อช่วยคงสภาพการเรียงตัวของฟันในระยะยาว
Q : รีเทนเนอร์ใส่กินข้าวได้ไหม?
A : ไม่แนะนำให้ใส่รีเทนเนอร์ขณะรับประทานอาหาร ควรถอดรีเทนเนอร์ออกก่อนทุกครั้งก่อนกินอาหาร เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับรีเทนเนอร์และเพื่อสุขอนามัยในช่องปากที่ดี
เหตุผลที่ไม่ควรใส่รีเทนเนอร์รับประทานอาหาร
1. ป้องกันรีเทนเนอร์แตกหรือเสียรูป
แรงบดเคี้ยวอาหารอาจทำให้รีเทนเนอร์บิดงอ แตก หรือเสียรูปได้ โดยเฉพาะรีเทนเนอร์แบบใส
2. ลดการสะสมของเศษอาหารและแบคทีเรีย
หากใส่รีเทนเนอร์ขณะกินอาหาร เศษอาหารอาจติดอยู่ระหว่างรีเทนเนอร์กับฟัน ทำให้เกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ และเพิ่มความเสี่ยงต่อฟันผุหรือเหงือกอักเสบ
3. ช่วยรักษาความสะอาดของรีเทนเนอร์
การถอดรีเทนเนอร์ก่อนรับประทานอาหารจะช่วยให้รีเทนเนอร์สะอาด และยืดอายุการใช้งานได้ยาวนานขึ้น
หลังรับประทานอาหารควร แปรงฟันหรือบ้วนปากให้สะอาด และล้างรีเทนเนอร์ด้วยน้ำสะอาดก่อนใส่กลับ เพื่อช่วยลดการสะสมของคราบหินปูนและแบคทีเรีย
Q : รีเทนเนอร์หลวมยังใส่ได้ไหม?
A : หากรีเทนเนอร์หลวม แตก หรือบิดงอ ควรหยุดใช้และรีบปรึกษาทันตแพทย์ เพราะรีเทนเนอร์ที่ไม่พอดีอาจไม่สามารถคงตำแหน่งฟันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Q: รีเทนเนอร์ต้องเปลี่ยนบ่อยไหม?
A: รีเทนเนอร์แต่ละชนิดมีอายุการใช้งานแตกต่างกัน ถึงแม้จะดูแลรักษาอย่างเหมาะสม แต่หากเกิดการสึกหรอ แตก หรือไม่พอดีกับฟัน ควรเปลี่ ยนใหม่ตามคำแนะนำของทันตแพทย์ เพื่อให้มีประสิทธิภาพในการคงสภาพฟันสูงสุด
